ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ AI วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง 5 ปี ใช้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงและบริหารโครงข่ายล่วงหน้า ป้องกันสัญญาณสื่อสารล่มและรักษาความต่อเนื่องในการใช้งานช่วงพายุเข้าหนักทั่วไทย
- ทรูนำ AI ใช้คาดการณ์ความเสี่ยงอุทกภัย วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง 5 ปี สภาพอากาศ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินสถานีฐานที่จะได้รับผลกระทบและวางแผนเตรียมรับมือล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
- บริหารจัดการเชิงรุกเพื่อป้องกันสัญญาณล่ม ทีม BNIC มอนิเตอร์โครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมส่งทีมวิศวกรเข้าเสริมอุปกรณ์และไฟฟ้าสำรองทันทีหากพบความเสี่ยง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารให้ได้มากที่สุด
- ยกระดับความพร้อมพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ย้ายอุปกรณ์ติดตั้งให้สูงขึ้น สร้างฐานป้องกันน้ำ พร้อมติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำในจุดเฝ้าระวังสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานจะใช้งานได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล (Tech Com) เปิดเผยว่าหลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย จากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เชื่อมโยงพายุโซนร้อน ‘โซเดล’ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอันดามัน ไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออก และภาคตะวันออก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทรูฯ วางแผนรับมือพายุฝนตกหนักและความเสี่ยงอุทกภัย ด้วยแนวทางบริหารเครือข่ายเชิงคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า (Predictive and Preventive Network Resilience) โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง สภาพอากาศ ระดับน้ำ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินพื้นที่และสถานีฐานที่มีความเสี่ยงล่วงหน้า มาใช้จำลองผลกระทบต่อโครงข่ายล่วงหน้า เช่น
- หากพื้นที่หนึ่งมีแนวโน้มไฟฟ้าดับต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง ระบบสามารถประเมินได้ว่าสถานีฐานจุดไหนจะเริ่มได้รับผลกระทบเมื่อใด
- ความครอบคลุมของสัญญาณและขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
- กำหนดลำดับความสำคัญในการส่งทีมงานและอุปกรณ์เข้าเสริมในแต่ละจุด เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
สำหรับความพร้อมภาคสนาม ทรูฯ เตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับสถานีฐาน และอุปกรณ์โครงข่ายสำรอง พร้อมเตรียมรถ COW รวมถึงเตรียมเรือท้องแบนและรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าถึงพื้นที่และเสริมสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีการประสานงานล่วงหน้ากับสำนักงาน กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ใช้ AI วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกสถานีฐานเป็นศูนย์กลางปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบสัญญาณผิดปกติหรือความเสี่ยงตามที่ระบบคาดการณ์ไว้ ศูนย์ BNIC จะประสานทีมภาคสนามให้เข้าดำเนินการได้ทันที ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบปัญหาจนถึงการแก้ไขหน้างานให้สั้นที่สุด
โดยก่อนหน้านี้ ทีมเครือข่ายและวิศวกรทรู ได้ลงพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ พร้อมตรวจเยี่ยมสถานีฐานในเส้นทาง สิงห์บุรี-ชัยนาท-พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมคลังอะไหล่ สถานีฐาน และจุดเฝ้าระวังริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทดสอบความพร้อมทั้งด้านโครงข่าย ระบบไฟสำรอง อุปกรณ์ต่างๆ และแผนปฏิบัติการภาคสนามต่อเนื่องจากการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ
คูรัม กล่าวว่า ทรูฯ นำบทเรียนจากพื้นที่ที่น้ำท่วมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินสถานการณ์ และจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า เป้าหมายคือการลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนให้ได้มากที่สุดเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ยังได้ประเมินสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม จุดที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ หรือพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ พร้อมกำหนดมาตรการตามระดับความเสี่ยง เช่น
- ย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ให้อยู่สูงจากพื้นประมาณ 2–3 เมตร หรือสูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์
- สร้างฐานยกระดับและกำแพงป้องกันน้ำ
- ติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำ (Flooding Sensor) ในจุดเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน ธงชัย ขวัญพุฒ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโครงข่ายและการปฏิบัติงานภาคสนาม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูฯ นำ AI และข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ในการคาดการณ์ ควบคู่กับการเตรียมโครงข่าย ทีมวิศวกร ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์ในทุกภูมิภาค เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ได้มากที่สุดในทุกสถานการณ์
โดยทรู ยังติดตามทั้งสถานะของโครงข่ายและปริมาณการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายหรือจัดส่งสถานีฐานเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ช่วยรองรับการติดต่อสื่อสารและการประสานความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากเกิดภัยพิบัติรูปแบบการใช้งานเครือข่ายอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อพยพ ศูนย์พักพิง โรงพยาบาล และศูนย์ช่วยเหลือประชาชน



