มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร อดีตสาวแบงก์สู่คนปั้น ‘บาโนบากิ’ ในไทย จนบริษัทแม่ยอมให้ถือหุ้น 10%

‘มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร’ กับแนวคิดธุรกิจที่เกิดจากการตั้งคำถาม? แถมไม่มีคอนเน็กชั่นใดๆในวงการความงาม ‘K-Beauty’ แต่ใช้ความเข้าใจผู้บริโภคไทยเชิงลึกแบบครบเครื่อง จนบริษัทแม่เปลี่ยนสถานะจากคู่ค้าสู่พาร์ตเนอร์ให้ถือหุ้น 10.08%

 

  • 8 ปีปั้นตลาด ‘บาโนบากิ’ จากตัวแทนจำหน่าย สู่แบรนด์ Facial Mask ยอดขายอันดับหนึ่งในร้านค้าปลีกความงามไทยต่อเนื่อง 7 ปี
  • ไทยขึ้นแท่นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลี และเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยผลักดัน ‘บาโนบากิ’ ขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 26 ประเทศทั่วโลก
  • ได้หุ้น Banobagi Cosmetics 10.08% ขยับจาก Distributor สู่พาร์ตเนอร์และผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ของธุรกิจคอสเมติกส์บาโนบากิ

 

‘8 ปี’ คือระยะเวลาที่ มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) จำกัด ได้สร้างตลาดให้ ‘บาโนบากิ’ (Banobagi) แบรนด์ความงามจากโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ Facial Mask มาสก์ใบหน้าที่ครองตำแหน่งยอดขายอันดับหนึ่งในร้านค้าปลีกความงามของไทยต่อเนื่องหลายปี

 

ขณะที่เส้นทางความสำเร็จในวันนี้ ของ ‘มีน-ยศพร’ ต้องบอกว่า ‘เธอ’ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีคอนเน็กชัน เครือข่ายแต่อย่างใดในวงการความงามมาก่อน หรือแม้แต่ทุนก้อนใหญ่

 

แต่เริ่มจากอดีตพนักงานธนาคาร ที่มองเห็นโอกาสของตลาดความงามเกาหลี ‘K-Beauty’ หลังเดินทางไปเกาหลีพร้อมตั้งคำถาม? เมื่อกลับมาในไทยก่อนเริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็นผู้นำเข้าสินค้าความงาม ก่อนจะพัฒนาโมเดลธุรกิจร่วมกับแบรนด์บาโนบากิ

 

โดยตลอดช่วง 8 ปีของการทำตลาดบาโนบากิ ในไทยนั้น ‘มีน-ยศพร’ ให้ความจริงจัง ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีความรู้ทางการแพทย์และความงาม Medical Know-how และ Beauty Technology จากเกาหลี มาศึกษาร่วมกับความต้องการเชิงลึก (Consumer Insight) ผู้บริโภคคนไทย สู่การพัฒนาสินค้า การเลือกช่องทางขาย ไปจนถึงการวางกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์

 

จนพาแบรนด์ไปสู่ผลลัพธ์ทำให้บาโนบากิประเทศไทย กลายเป็นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลี และเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยให้แบรนด์ขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 26 ประเทศทั่วโลก

 

จากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงขยับจาก ‘ตัวแทนจำหน่าย’ ไปสู่ ‘พันธมิตรทางธุรกิจ’ เมื่อ ‘ยศพร’ เข้าถือหุ้นใน Banobagi Cosmetics สัดส่วน 10.08% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 และเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าถือหุ้นในธุรกิจคอสเมติกส์ (Cosmetic) ของบาโนบากิ

 

จากพนักงานแบงก์ สู่ตัวแทนขายบาโนบากิ

 

ย้อนกลับไปช่วงปี 2008-2010 ในตอนที่เกาหลีใต้ ยังไม่ได้ถูกมองเป็นจุดหมายปลายทางด้านความงาม ‘Beauty Destination’ ของโลกเหมือนในปัจจุบัน แต่ ‘มีน-ยศพร’ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานธนาคารและเติบโตมาจากภาคใต้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศจากการเดินทางไปเกาหลี จากผู้คนที่ดูดีขึ้น โรงพยาบาลศัลยกรรมและคลินิกความงามที่มีอยู่จำนวนมาก จนเกิดคำถามว่า

 

“วงการความงามเกาหลี ต้องมีอะไรบางอย่าง?”

 

จากความสงสัยดังกล่าวได้กลายเป็นข้อมูลธุรกิจเชิงลึก ‘Business Insight’ และเป็นแรงส่งให้ ‘เธอ’ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและเริ่มธุรกิจนำเข้าสินค้าความงามจากเกาหลี โดยเริ่มจากแบรนด์ ‘Skingom’ ในช่วงที่ธุรกิจทีวีช้อปปิ้งกำลังได้รับความนิยม ที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นที่ถูกทาง ด้วยสินค้าขายดีจนบางช่วงต้องเร่งนำเข้าทางเครื่องบินเพื่อไม่ให้สินค้าขาดระหว่างออกอากาศ

 

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เห็นศักยภาพของตลาด K-Beauty แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า หากต้องการสร้างธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น จะทำอย่างไรให้แตกต่างจากการเป็นเพียง ‘ผู้นำเข้าสินค้า’ ที่นำเธอเดินทางกลับไปเกาหลีอีกครั้ง เพื่อไปหาคำตอบด้วยการไปโรงพยาบาบาลพร้อมพบแพทย์ด้วยตัวเอง โดยไม่มีทีมใหญ่หรือคอนเน็กชั่นในวงการความงามมาเปิดทางให้ก่อนแต่อย่างใด

 

กระทั่งการพบกับคุณหมอและเจ้าของโรงพยาบาลในร้านคาเฟ่ใกล้โรงพยาบาล กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และนำไปสู่การทำตลาด ‘บาโนบากิ’ ในประเทศไทย

 

เธอ บอกว่าโจทย์ในวันนั้น คือ การทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์เหมาะกับผู้บริโภคไทยจริงๆ เพราะแม้เทคโนโลยีและองค์ความรู้จะมาจากเกาหลี แต่สภาพอากาศ สภาพผิว และพฤติกรรมผู้บริโภคไทยแตกต่างกัน และนำไปสู่บทสนทนากับทีมแพทย์ว่า

 

“หากต้องการทำตลาดไทยอย่างจริงจัง สามารถปรับสูตรให้เหมาะกับผิวคนไทยได้หรือไม่”

 

และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างทีมไทยกับแพทย์และทีมโรงพยาบาลเกาหลีในเวลาต่อมา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด ‘Korean Innovation x Local Insight’ โดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากเกาหลีมาผสานกับความเข้าใจผู้บริโภคไทย

 

เส้นทางความสำเร็จ ‘บาโนบากิ’ ในไทย

 

มีน ยศพร บอกความสำเร็จของบาโนบากิ ในปัจจุบันมาจากการนำความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคชาวไทยมาพัฒนาเป็นสินค้าและออกแบบประสบการณ์ให้กับแบรนด์

 

จากในช่วงเริ่มต้นทำตลาดเมื่อปี 2561 บาโนบากิ มีสินค้าเพียงไม่กี่รายการ (SKU) ก่อนขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าเพิ่มออกมาตามความต้องการของตลาด และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทย

 

โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพัฒนามาให้เข้ากับตลาด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Sleep ที่พบว่าคนไทยมักใช้ชีวิตอยู่กับโซเชียลมีเดีย พักผ่อนน้อย และมีปัญหาขอบตาคล้ำ ที่สะท้อนแนวคิดการทำตลาดสินค้าที่จะต้องเหมาะกับชีวิตและพฤติกรรมของคนไทย จริงๆ ด้วย

 

จากนั้นแนวคิดเดียวกันนี้ ถูกต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่น ทั้ง Skincare และ Beauty Category ใหม่ๆ จนถึงปัจจุบันฐานธุรกิจบาโนบากิในไทยมี Facial Mask เป็นสินค้าหลัก โดยกว่า 95% ของยอดขายมาจาก Facial Mask และอีกประมาณ 5% มาจากสินค้าอื่นๆ

 

ขณะที่ตลาด Facial Mask ในไทยมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทในปี 2567 (ข้อมูล Euromonitor) และบาโนบากิเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดดังกล่าว

 

ขยายไลน์สินค้า บาโนบากิ

 

นอกจาก Facial Mask แล้วซึ่งเป็นพอร์ตสินค้าที่แข็งแกร่งแล้ว ล่าสุดบาโนบากิเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม PDRN + Collagen 1000 Skin Booster จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม โฟมล้างหน้า เซรั่ม ครีมบำรุงรอบดวงตา ครีม และมาสก์ โดยผสาน PDRN จากแซลมอนและโสมเกาหลีเข้ากับเทคโนโลยี Double ExoBoost และ Micro Grinding Method

 

มีน-ยศพร บอกอีกว่าในส่วนของบริษัทบียอนด์ บิวตี้ เทรด  เองยังอยู่ระหว่างศึกษาการขยายไลน์สินค้าเข้าสู่กลุ่มเมคอัพ และความงามกลุ่มใหม่ รวมถึงการพัฒนา ‘T-Beauty’ ที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จาก Consumer Insight ของคนไทยโดยตรง อีกด้วย

 

เลือก ‘พรีเซ็นเตอร์’ ไม่ใช่แค่ดัง

 

ขณะที่อีกหนึ่งกลยุทธ์ความสำคัญ ‘บาโนบากิ’ คือการทำให้เทคโนโลยีความงาม จากโรงพยาบาลเกาหลีเข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจะต้องไม่จำกัดอยู่แค่การทำตลาดโฆษณา แต่ครอบคลุมครบลูปทั้ง อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การเลือก KOLs, อินฟลูเอ็นเซอร์ และอื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์และเชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค

 

แนวคิดสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องบินไปเกาหลี ก็สามารถเข้าถึง บิวตี้ เทคโนโลยี จากโรงพยาบาลเกาหลีได้ในประเทศไทย

 

ดังนั้น การเลือกพรีเซ็นเตอร์จึงไม่ได้มองเพียงชื่อเสียง แต่จะเลือกให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อย่าง ‘มดดำ’ เป็นตัวแทนกลุ่ม Gen X ไปจนถึงพรีเซ็นเตอร์ที่เข้าถึง Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha

 

รวมถึง เตนล์ (TEN) ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ศิลปินสัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกสมาชิกวงบอยแบนด์ NCT ในฐานะ Asia Brand Ambassador บาโนบากิ ส่วนพีพี และ บิวกิ้น ยังถูกเลือกเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน มาช่วยถ่ายทอดตัวตนผลิตภัณฑ์ และสร้างประสบการณ์สินค้าร่วม ผ่านฐานแฟนคลับของแต่ละคนอีกด้วย

 

บริหารเสี่ยงช่องขาย ออฟไลน์-ออนไลน์

 

ขณะที่ช่องทางขาย ก็เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดสำคัญ ด้วยในช่วงแรกของ ‘บาโนบากิ’ เลือกสร้างตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากร้านค้าปลีกความงาม วัตสัน (Watsons) ก่อนขยายไปยังร้านค้าปลีกสุขภาพความงาม ร้านสะดวกซื้อ และอื่นๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์และช่องทางออฟิเชียล(Official Channel) ของบริษัทฯ เอง

 

เธอ บอกว่า กลยุทธ์นี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้พึ่งพาเพียงกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ยังมีศักยภาพในตลาดค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง อีกด้วย

 

จากกลยุทธ์นี้ ทำให้ บาโนบากิ ผ่านการรับรางวัล Watsons Award ในกลุ่ม Facial Mask ขายดีที่สุดต่อเนื่อง 7 ปี และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลีของบาโนบากิ

 

ปัจจุบันยอดขายของบริษัท มาจากออฟไลน์ประมาณ 70% และออนไลน์ 30% โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนออนไลน์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

จากตัวแทนขายตลาดไทยสู่ผู้ถือหุ้น 10%

 

มีน-ยศพร บอกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว เธอมองว่าจะต้องปรับบทบาทใหม่ในเชิงธุรกิจจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย สู่การเป็นพันธมิตรแบรนด์ โดยลงทุนเข้าถือหุ้นใน Banobagi Cosmetics สัดส่วน 10.08% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ของบริษัท และยังเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าถือหุ้นในธุรกิจคอสเมติกส์ ของบาโนบากิ อีกด้วย

 

โดยบาโนบากิ กรุ๊ป  (Banobagi Group) มี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

 

  • โรงพยาบาล
  • คลินิกความงาม
  • คอสเมติกส์

 

ขณะที่การลงทุนของเธอ นั้นอยู่ในธุรกิจคอสเมติกส์ ส่วนบริษัทบียอนด์ บิวตี้ เทรด ยังคงบริหารโดยทีมไทย 100% และไม่มีการถือหุ้นจากฝั่งเกาหลี

 

ยศพร บอกว่า การเปลี่ยนสถานะจากคู่ค้าเป็นผู้ถือหุ้นยังช่วยลดความเสี่ยงของโมเดลดิสตริบิสวเตอร์ ที่เมื่อสร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จแล้ว เจ้าของแบรนด์อาจตัดสินใจเข้ามาทำตลาดเอง

 

 

ก้าวต่อไป ไม่ได้หยุดที่บาโนบากิ

 

จากประสบการณ์การสร้างบาโนบากิในไทย ทำให้ ‘มีน-ยศพร’ กำลังต่อยอดธุรกิจผ่าน Beyond Beauty Trade โดยมีเป้าหมายขยายพอร์ตไปยังแบรนด์สกินแคร์ และ กลุ่มความงาม ใหม่ๆ โดย หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำโมเดล ‘Korean Innovation x Local Insight’ ที่พิสูจน์แล้วจากบาโนบากิ ไปใช้กับแบรนด์ความงามอื่นที่สนใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

 

ขณะที่เหตุผลสำคัญ คือ การสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตั้งแต่ต้น นอกเหนือแค่การเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์ สร้างตลาด และสร้างความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกร่วมกัน จนกลายเป็นพันธมิตรระยะยาว

 

เธอ บอกว่าบทเรียนจากการทำตลาดแบรนด์ต่างประเทศ คือ เมื่อดิสตริบิวเตอร์ เป็นผู้ลงทุนสร้างตลาดจนแบรนด์ประสบความสำเร็จ เจ้าของแบรนด์อาจเข้ามาทำตลาดเองในภายหลังได้

 

ดังนั้น การวางโครงสร้างธุรกิจและความสัมพันธ์กับเจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ต้น จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันไม่ให้ผู้สร้างตลาดต้องเสียเปรียบเมื่อแบรนด์เติบโต

 

และจากเส้นเรื่องธุรกิจทั้งหมด สู่การทำตลาดในปี 2569  บริษัทวางเป้าหมายเติบโตอยู่ที่ 10-12% พร้อมเดินหน้าขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์จากเดิมตั้งเป้ารายได้เติบโต 12-15% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว

ต่อความสำเร็จทางธุรกิจของ ‘มีน-ยศพร’  เริ่มจากอดีตพนักงานธนาคารที่ออกเดินทางไปเห็นโอกาสธุรกิจในเกาหลี พร้อมกลับมาสร้างตลาดให้แบรนด์จากโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลีในไทย ด้วยโมเดลธุรกิจใช้ความเข้าใจผู้บริโภคและสร้างตลาดให้แบรนด์ จนเปลี่ยนสถานะจาก ‘ตัวแทน’ ไปเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ได้ในที่สุด

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 alternate-x.com All Rights Reserved.