‘วิมุต’ ขยับตลาดดูแลน้ำหนักยุคใหม่ เปลี่ยนมุมคิดจากตัวเลขบนตาชั่งสู่ ‘Metabolic Health’

‘วิมุต’ เปิดศูนย์ ViMUT Metabolic Health and Endocrine ขายวิธีคิดดูแลน้ำหนักสมดุล รับเทรนด์การแพทย์เฉพาะบุคคล พร้อมบริหารความเสี่ยง NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสนคน

 

  • เทรนด์การดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) เปิดศูนย์ ViMUT Metabolic Health and Endocrine เพื่อประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และพฤติกรรมอย่างตรงจุด

  • มุ่งลดอัตราเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs วางเป้าหมายช่วยคนไทยบริหารความเสี่ยงสุขภาพเพื่อห่างไกลโรคเรื้อรัง NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงถึงปีละ 4 แสนคน

  • เปลี่ยนมุมมองจากการโฟกัสแค่น้ำหนัก ปรับวิธีคิดจากการมองเพียงตัวเลขบนตาชั่ง ไปสู่การวิเคราะห์ระบบเผาผลาญ โภชนาการ และการใช้ชีวิต เพื่อวางแผนรักษาระยะยาว

 

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการ ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ ในระยะแรก ภายใต้แนวคิด ‘เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด’ ด้วยโมเดลการดูแลที่มองมากกว่าการรักษาโรคหรืออาการเป็นรายส่วน ผ่านการประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต พร้อมออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล

 

สำหรับบริการ ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ การดูแลสุขภาพระบบการเผาผลาญของร่างกายดังกล่าว ยังครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำหนักหรือโรคอ้วน และเชื่อมโยงไปยังภาวะต่างๆ ของร่างกาย อาทิ

 

  • เบาหวาน
  • ฮอร์โมน
  • องค์ประกอบร่างกาย
  • สุขภาพในแต่ละช่วงวัย

 

“วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเอง และควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว”

 

โดยบริการฯ  ยังเป็นการปรับมุมมองการรักษาจากเดิม ที่หลายคนมักให้ความสำคัญเฉพาะตัวเลขน้ำหนักร่างกาย ไปสู่การประเมินประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญในร่างกายอย่างแท้จริง ด้วยน้ำหนักเป็นเพียงดัชนีชี้วัดส่วนหนึ่งเท่านั้น การดูแลรักษาจึงต้องนำข้อมูลทางการแพทย์ หลักโภชนาการ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมเชิงสุขภาพมาประเมินควบคู่กัน เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนและติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ ViMUT Metabolic Health and Endocrine ยังวางบทบาทให้มีความแตกต่างต่างจากการแข่งขันในตลาด Weight Management ทั่วไปที่มักถูกนำเสนอผ่านแพ็กเกจ ยา เทคโนโลยี หรือราคา โดยโรงพยาบาลวิมุตให้น้ำหนักกับ วิธีคิดในการดูแลผู้ป่วยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าอาการ ผลตรวจ และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละด้านอาจเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่จำเป็นมาประกอบการวางแผนการดูแลและติดตามผลในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน ยังเพื่อรองรับแนวโน้มระบบสุขภาพภายใต้แนวทาง ‘Personalized Care’ มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการดูแลสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน

 

 

นพ.นิพัฒน์ ย้ำว่า ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ ภายใต้โรงพยาบาลวิมุต จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการเติบโต ‘Growth Area’ ที่มีบทบาทต่อระบบสุขภาพในอนาคต โดยระบบการดูแลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการขยายการดูแลตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางเป้าหมายต่อยอดสู่ การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
NCDs คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสน

ปัจจุบัน แนวโน้มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NCDs ซึ่งรวมถึง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง มีส่วนต่อการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี

 

ขณะที่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ประเมินอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ปี 2019 จากผลกระทบด้านผลิตภาพ การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

 

BMI คนไทยเกิน 25 พุ่ง 42% ใน10ปี

 

สำหรับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ Metabolic Health แนวโน้มในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า สัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15–59 ปีที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020

 

ขณะที่ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มเป็น 9.5% จาก 6.9%  และความดันโลหิตสูงเพิ่ม เป็น 25.4%  จาก 21.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของ International Diabetes Federation หรือ IDF ที่ประเมินว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่

 

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์ Metabolic Health การดูแลระบบเอาผลาญ ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเฉพาะการลดน้ำหนัก เพราะในคนหนึ่งคนอาจพบหลายภาวะร่วมกัน ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันสะสมในช่องท้อง ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดที่เปลี่ยนไป ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

 

นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักหรือผลตรวจบางค่าใกล้เคียงกันก็อาจมีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน การประเมินข้อมูลแต่ละด้านร่วมกันจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแนวทางดูแลแต่ละบุคคล (Personalized Care)

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 alternate-x.com All Rights Reserved.