ขัตติยา กสิกรไทย ชี้ ESG ตัวชี้วัดศักยภาพธุรกิจในตลาดทุนโลก ไม่ใช่แค่ CSR อีกต่อไป ขณะที่ ESG Bond ไทยพุ่งแตะ 208,404 ล้านบาทในปี 2025 และ Thailand Taxonomy กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ
- ESG Bond ไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง มูลค่าแตะ 2 แสนล้านบาท ปี 2025 ตลาด ESG Bond ไทยมีมูลค่ารวม 208,404 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนมาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง
- อสังหาฯ ยุคใหม่แข่งกันที่คาร์บอน ผู้พัฒนาโครงการต้องพิสูจน์ประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตามมาตรฐานสากล โครงการที่ผ่านเกณฑ์ Green Building เท่านั้นถึงจะเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้
- ธุรกิจไทยที่ไม่ปรับตัว เสี่ยงหลุดจากวงเงินทุนนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ ESG เป็นตัวชี้วัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขการเข้าถึงทุนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวหัวข้อ ‘Sustainability as an Economic Driver’ จากการจัดงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จัดโดย ‘แสนสิริ’ ว่า ในอดีต ESG และความยั่งยืนถูกมองเป็นเพียงกิจกรรม CSR เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก เนื่องจากนักลงทุน สถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Green Bond, Sustainability Bond หรือกองทุน ESG ต่าง ๆ นักลงทุนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอนาคต”
ทั้งนี้ ประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ ด้วยหากธุรกิจไทยไม่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้ อาจสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ เพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในระยะยาว ขณะที่ภาพรวมตลาด ESG Bond ไทยมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2020 โดยมูลค่ารวมปี 2025 อยู่ที่ 208,404 ล้านบาท ซึ่งการฟื้นตัวไม่ได้มาจาก Green Bond แบบดั้งเดิม แต่มาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืน สะท้อนว่านักลงทุนต้องการ ผลลัพธ์ที่วัดได้มากขึ้น
ขัตติยา กล่าวต่อว่า สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Thailand Taxonomy เนื่องจากอาคารเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง ซึ่งในอนาคต ผู้พัฒนาโครงการจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องทำเล ราคา หรือคุณภาพโครงการเท่านั้น แต่จะต้องพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และสามารถวัดผลได้จริงตามมาตรฐานสากล เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ด้านอาคารสีเขียว (Green Building) และมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
พร้อมเสริมต่อถึงแนวทางการเข้าถึง Green Loan หรือ Green Bond ไม่ได้เริ่มต้นจากการขอสินเชื่อ แต่ต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมขององค์กรใน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
- สร้างความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับ ESG และกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน
- วัดผลคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อรู้ว่าธุรกิจปล่อยคาร์บอนมากน้อยเพียงใด
- จัดทำแผนลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน
- เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เช่น Green Loan, Green Bond หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance)
ขณะที่ บทบาทของธนาคารในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้เงินทุน แต่ยังเป็น ‘Transition Partner’ พันธมิตรช่วยลูกค้าออกแบบเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ
Thailand Taxonomy กุญแจเปลี่ยนผ่าน
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ Thailand Taxonomy จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนาโครงการ สถาบันการเงิน และนักลงทุน โดยช่วยให้ทุกฝ่ายใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอน และกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การปล่อยสินเชื่อ และการเติบโตของภาคธุรกิจในอนาคต ด้วยประโยชน์สำคัญ คือ
- ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น
- เพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุน
- ลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว แ
- สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคที่ตลาดทุนโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง



