แบรนด์เนม มันนี่ แนวคิดธุรกิจเปลี่ยนนาฬิกาหรูและกระเป๋าแบรนด์เนม ให้กลายเป็นสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝาก ขยายพอร์ตฯโต 100% สู่เป้า 1,000 ล้านบาทในปี 2570
‘BRANDNAME MONEY’ แบรนด์เนม มันนี่ ธุรกิจผู้ให้บริการฝากขายและให้สินเชื่อแบรนด์เนมรายแรกของไทยและอาจเป็นของโลกก็ว่าได้ จากแนวคิดของ ‘ปพน นมัสภากร’ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ที่มองว่า การเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูขั้นสุดไปจนถึงท็อปเทียร์ (Top Level/Populaity) ให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่กลายเป็นโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ได้เช่นกัน
ไอเดียของ ‘เขา’ ถูกพิสูจน์ความสำเร็จแล้ว หลังธุรกิจดำเนินการครบ 2 ปี จากจุดเริ่มใช้เงินลงทุนส่วนตัวและผู้ถือหุ้นด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทในปีแรก ก่อนพาสู่กำไร 8 ล้านบาทได้ในปี 2568 พร้อมขยายพอร์ตสินเชื่อขายฝากและเช่าซื้อแบรนด์เนมได้สูงถึง 200 ล้านบาท และในปี 2569 นี้กับแผนขยายพอร์ตฯ 400 ล้านบาท หรือเติบโต 100%
จากความสำเร็จนี้ Alternate-X มองว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยต่อการทำธุรกิจที่เรียกว่านวัตกรรมทางการเงินผ่านสินเชื่อแปลงแบรนด์เนมให้กลายเป็นทุน ผ่านบทสัมภาษณ์ ‘ปพน นมัสภากร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้กอตั้งบริษัทแบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) มาบอกเล่าที่มาและแผนพาไปสู่พอร์ตฯสินเชื่อ 1,000 ล้านบาทในปี 2570
ธุรกิจที่เกิดจากการตั้งคำถาม
‘ปพน’ ย้อนจุดเริ่มต้นธุรกิจ แบรนด์เนม มันนี่ มาจากสองสามส่วนประกอบกัน ทั้งความชอบส่วนตัว การสะสมนาฬิกาหรูที่ผ่าน(ข้อ)มือมาแล้วนับไม่นับถ้วน ที่นำมาสู่การเป็น ‘เซียน’ เมื่อดูปุ๊ปแล้วรู้ปั๊บ ด้วยสามารถตีราคาของ ‘ได้แม่นยำ ที่ต่อมาขยายไปสู่ธุรกิจ ‘Trading’ ซื้อขายเปลี่ยนมือนาฬิกาแบรนด์หรูที่เป็นรู้จักกันดีในแวดวงตลาดเฉพาะกลุ่ม
“แพสชั่นแรกเลย คือในตอนเด็กได้รู้จักกับ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ (TAG Heuer) แบรนด์นาฬิกาสปอร์ตหรูสัญชาติสวิสที่คุณพ่อซื้อให้ ซึ่งในยุคนั้นต้องบอกว่าการได้ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ มาครอบครองในช่วงหลายสิบปีก่อน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและประทับใจมากๆ และนำไปสู่ความหลงไหลที่มีต่อลักซูรีแบรนด์เนมในเวลาต่อมา”
นอกจากการได้ใช้ความชอบที่มีต่อนาฬิกาหรูเพื่อเก็บสะสมและเปลี่ยนมือ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่รถมาได้ระยะหนึ่ง จากนั้น ‘ปพน’ เกิดเสียงในหัวดังขึ้นมาอีกครั้งว่า…ในเมื่อสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี เป็นทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและมีความต้องการสูง แล้วทำไม? ‘คนที่ต้องการ’ จะเป็นเจ้าของเลยในทันทีไม่ได้ ทำไม? ต้องรอก่อนเพื่อเก็บเงินซื้อ แล้วถ้าหากเรามีแบรนด์สะสมเก็บไว้อยู่แต่ต้องการสภาพคล่องในตอนนี้ ยังไม่อยากขาย แล้วจะมีทางเลือกอะไรอื่น ได้อีกบ้าง?
…จากคำถามเหล่านี้ที่วนเวียนในหัวของเขา ที่ต่อมาได้กลายเป็นจุดตั้งต้นโอกาสทางธุรกิจให้กับ แบรนด์เนมมันนี่ ในเวลาต่อมา
“ในช่วง 50-60 ปีก่อน คนไทยไม่มีเงินสดซื้อบ้าน หรือเมื่อ 40-50 ปีก่อนคนไทยไม่มีเงินสดซื้อรถ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไทยเข้าถึงได้ทั้งบ้านและรถด้วยระบบสินเชื่อ ซึ่งก็เป็นหลักคิดเดียวกับการเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมให้ง่ายขึ้น ด้วยการมาของแบรนด์เนมมันนี่”
วิถีแห่งสถานะทางสังคม
‘ปพน’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ เปิดตัวในปี 2567 ในช่วงที่สถานการณ์ทางการตลาดเรียกว่า ‘ถูกจังหวะ’ ในหลายๆ ด้าน ทั้งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เกิดความต้องการ ’สภาพคล่อง’ ทางการเงินทั้งในกลุ่มเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง กลุ่มคนรุ่นใหม่ในสายอาชีพอินฟลูเอ็นเซอร์ ครีเอเตอร์ ที่มีกำลังซื้อสูงกลายเป็นกลุ่มมั่งคั่ง หรือ ‘New Money’ ที่เติบโตรวดเร็วกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งต้องการสร้างความเชื่อมั่นทางสังคมในช่องทางโซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น
จากจุดนี้เอง ‘เขา’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ ได้เข้าไปแก้ ‘Pain Point’ ทั้งในกลุ่มผู้ที่ครอบครองแบรนด์เนมลักซูรีอยู่แล้ว และ ในกลุ่มผู้ที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมครอบครอง แต่ยังกังวลด้านค่าใช้จ่าย ที่เป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลักแบรนด์เนม มันนี่ ในปัจจุบัน และนำไปสู่ 3 บริการหลักในช่วงแรก ประกอบด้วย
- ผ่อนไป ใช้ไป (Hire Purchase) รับสินค้าทันที
เงื่อนไข
- อัตราดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน
- ดาวน์เริ่มต้น 30-50%
- ผ่อนสูงสุด 24 เดือน
- ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้
- ผ่อนจบ รับของ (Layaway)
เงื่อนไข
- ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน
- ล็อคราคาสินค้าที่ชื่นชอบ
- อนุมัติไวใน 1 ชม.
- รับสินค้าทันทีเมื่อชำระครบ
- ขายฝาก & ย้ายค่าย (Sale with Right of Redemption)
เงื่อนไข
- เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน
- ดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน
- รับเงินไวใน 1 ชม.
- เก็บรักษาในตู้เซฟ 1:1 มาตรฐานสากล

พอร์ตฯ เช่าซื้อฮีโร่บริการ
‘ปพน’ เสริมว่า ธุรกิจบริการนี้ยังเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในตลาดได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงไดนามิกของเศรษฐกิจอีกด้วย
“ในช่วงแรกปี2567 บริการพอร์ตโฟลิโอ ขายฝากเติบโตสูงสุด แต่หลังจากนั้นในปี 2568 ตลาดเปลี่ยนเป็นบริการเช่าซื้อ ผ่อนไปใช้ไปมีสัดส่วนสูงถึง 70-80% ซึ่งกลายเป็นพอร์ตฯฮีโร่ของแบรนด์เนมมันนี่ในตอนนี้”
สำหรับกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี และไฮ-แบรนด์ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ
- กลุ่มนาฬิกา แบรนด์ต่างๆ
- Rolex
- Patek Philippe
- Richard Mille
- Audemars Piguet
- กระเป๋าและแฟชั่น แบรนด์ต่างๆ
- Hermès
- Chanel
- Louis Vuitton
- Gucci
- เครื่องประดับ แบรนด์ต่างๆ
- Bvlgari
- Cartier
- Tiffany & Co.
“ระดับสินค้าที่ได้รับความนิยมมีตั้งแต่ต่ำสุดราคาหนึ่งหมื่นบาท และสูงสุด 8.5 ล้านบาท”
โดยหากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการแบรนด์เนม มันนี่ ตามอายุแบ่งออกเป็น
- อายุ 30-40 ปี สัดส่วน 50%
- อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สัดส่วน 50%
- อายุต่ำกว่า 20 ปี สัดส่วน 20%
- กลุ่มอื่น สัดส่วน 10%
ขยายพอร์ตฯสู่พันล้านบาท
จากแนวโน้มการขยายตัวธุรกิจแบรนด์เนมมันนี่แบบก้าวกระโดด 100% ในปี2568 ที่ผ่านมา ทำให้ ‘ปพน’ ไม่ขอหยุดโอกาสการเติบโตไว้เท่านี้ แต่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ที่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับแบรนด์เนมมันนี่ได้ ทั้งในรูปแบบแหล่งเงินทุนหลายทาง (Source of Funds) และจากกิจการนัน-แบงก์ (Non Bank) ที่สนใจ โดยบริษัทวางเป้าหมายไว้ราว 300-400 ล้านบาท
เขาบอกว่า แผนนี้เป็นแนวคิด ‘นำเงินไปต่อเงิน’ เพื่อรองรับความต้องการจากกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้ามาเติมอีกในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ด้วยหากแบรนด์เนมมันนี่ มีเงินทุนเข้ามาเติมจะทำให้ธุรกิจติดปีกไปต่อได้จากดีมานด์ในตลาด
ปัจจุบันแบรนด์เนม มันนี่ มีพาร์ทเนอร์ร้านค้าแบรนด์เนมมือสองส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการสินเชื่อ จำนวน 70 ราย เพิ่มขึ้นจาก 40 ร้านค้า ส่งผลให้มีโอกาสในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดโครงการ Agent หรือเอเจ้นต์ ‘เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้’ สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนมและอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับแบรนด์เนมมันนี่ พร้อมให้ค่าตอบแทนให้ ด้วยเช่นกัน
แบรนด์เนมมันนี่ ยังเปิดรับร้านค้าพันธมิตรต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาล่าสุดการปล่อนสิยเชื่อแบรนด์เนมมีหนี้เสียเป็น0% ด้วยบริษัทฯ มีความระมัดระวังและเข้มงวดอย่างมาก
ขยายบริการ PA สร้างประสบการณ์ลูกค้า
สำหรับ ในปี 2569 แบรนด์เนมมันนี่ เปิดบริการใหม่ ‘Personal Assistant’ (PA) รองรับความต้องการด้านประสบการณ์พิเศษด้านต่างๆ ให้กับลูกค้า อาทิ
- บริการให้คำปรึกษา
- ตรวจสอบราคา
- ดำเนินการด้านสินเชื่อ
โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว
ปพน ย้ำว่า “แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก แต่ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการ”
จากแนวทางดังกล่าว ถือเป็นส่วนผสมทางธุรกิจที่ แบรนด์เนม มันนี่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง เพื่อแก้ทุกปัญให้เข้ากับทุกบริบทของตลาดและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ คือแผนพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ 1000 ล้านบาทได้เร็วขึ้นภายในปีหน้า พร้อมวางเป้าหมายอนาคตสัดส่วน 1% ในตลาดแบรนด์เนมลักซูรี มูลค่า 2 แสนล้านบาทในไทย จากโอกาสในขณะนี้ที่กลุ่ม LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) อาณาจักรธุรกิจสินค้าลักซูรีใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) เป็นแบรนด์เรือธง ปักหมุดให้ ‘ประเทศไทย’ เป็นตลาดปลายทางแบรนด์เนมลักซูรี แห่งที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียน ต่อจากญี่ปุ่น และ เกาหลี



