เป๊ปซี่ ส่งพลังซ่าแบบขนม ๆ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เจาะไลฟ์สไตล์ GEN Z
- ‘ไทย’ประเทศแรกของโลก ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดตัว ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ในไทยเป็นตลาดแรกของโลก
- เจาะอินไซต์ Gen Z ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์ พัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และมักให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน สร้างโอกาสการบริโภคนอกเหนือจากน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม
- ขยายพอร์ตนวัตกรรมรับตลาด 8.32 หมื่นล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์ Portfolio Expansion ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค สร้างความแตกต่างในตลาดน้ำอัดลมไทยมูลค่า 83,200 ล้านบาท ปี2569
แม้จะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนซึ่งไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของธุรกิจเครื่องดื่ม แต่ ‘เป๊ปซี่’ ยังเติมสีสันไม่พัก ด้วยพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ ‘Pepsi Treats’ เป๊ปซี่ ทรีทส์ ที่เกิดจากการนำแนวคิด ‘Treatonomics’ ที่คนรุ่นใหม่มองหา ‘Small Wins’ ความสุขเล็ก ๆ รอบตัว สู่การพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มรสชาติหวานละมุนจากของหวานยอดนิยมระดับโลก มาเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อสร้างโอกาสการบริโภคเพิ่มนอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม ในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในปี 2569 มูลค่า 83,200 ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ‘Pepsi Treats’ ยังเป็นพอร์ตฯเครื่องดื่มที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดในประเทศไทย ที่สร้างจุดเชื่อมโยงแบรนด์เป๊ปซี่ ให้เข้ากับวัฒนธรรมขนมหวานเพื่อมาเติมความสดชื่นระหว่างช่วงเวลา พร้อมสร้างประสบการณ์การดื่มรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากน้ำอัดลมทั่วไป ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง

ต่อเรื่องนี้ ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ บอกว่าล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในพอร์ตฯ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เพื่อสร้างสีสันและมิติใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มไทย ซึ่งต่อยอดหลังเปิดตัวพร้อมทำตลาด ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่น สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม’ ไปก่อนหน้าและได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้นำกลิ่นหอมของช็อกโกแลตและพิสตาชิโอมาผสมผสานกับรสโคล่าและความซ่าแบบเป๊ปซี่ ในสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสมดุลระหว่างความอร่อยและการใส่ใจสุขภาพ พร้อมสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ (AFTERNOON TREATS) rพร้อมย้ำภาพลักษณ์เป๊ปซี่ ในฐานะแบรนด์ซ่าที่สร้างความแปลกใหม่และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ Gen Z อย่างต่อเนื่อง
“บริษัทฯ ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์’ มาพัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมหยุดพักจากความวุ่นวาย และให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน”
ใช้ประสบการณ์นำตลาดเจาะ GenZ
‘ยุทธนา’ กล่าวว่า ซันโทรี่ฯ ยังนำกลยุทธ์ Experience-Led Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์จริงที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ผ่านการตลาดมาสคอท (Mascot Marketing) โดยเปิดตัว ‘สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม และ ช็อกโกแลตดูไบ’ ในรูปแบบ Balloon Stunt ขนาดยักษ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสความน่ารักของคาแรกเตอร์เพื่อนซี้จากเป๊ปซี่ ทรีทส์ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรม ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ พามาสคอต สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม พร้อมเพื่อนใหม่ ช็อกโกแลตดูไบ ออกเดินทางไปยังแลนด์มาร์กและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายน เพื่อสร้างสีสันและจุดกระแสบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมชวนผู้บริโภคร่วมค้นหารสชาติใหม่ล่าสุดของ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์’ และเปลี่ยนช่วงพักระหว่างวันเป็น ‘Afternoon Treat Moment’ โมเมนต์แห่งการทรีทส์ตัวเอง
ต่อการการเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์สำคัญของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในการขยายพอร์ตโฟลิโอ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อินไซต์และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับกลยุทธ์การใช้ประสบการณ์ผู้บริโภคนำตลาดร่วมกันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงธุรกิจ ‘เป๊ปซี่’ อาจไม่ได้คาดหวังเพียงยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องการขยายโอกาสการบริโภค (Consumption Occasion) ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลานอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบเดิม เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ และรักษาความสดใหม่ในสายตาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา
หากมองในภาพรวม แม้จะเข้าหน้าฝนแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของตลาดเครื่องดื่ม แต่การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Pepsi Treats ออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เป๊ปซี่ยังคงสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี พร้อมกระตุ้นการทดลองสินค้าใหม่ และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากเซ็กเมนต์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์มากกว่าการแข่งขันด้านรสชาติน้ำอัดลมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว



