NBF หลังนำเข้าสาหร่าย B2B รายแรกของไทยกว่า 30 ปี วันนี้ทำแบรนด์ตัวเอง ‘Koriko’ เจาะตลาดสแน็ก 4,000 ล้านบาท ดึง ‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก พาธุรกิจสู่รายได้พันล้านปี 2571
- ตลาดสแน็กสาหร่ายไทยปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5–6% ต่อปี แม้มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่ม Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายเพื่อความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกั
- NBF ต่อยอด 30 ปีในธุรกิจ B2B นำเข้าสาหร่ายรายแรกของไทย มีโรงงาน 3 แห่ง รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้ประสบการณ์ต่อยอดสู่แบรนด์ Koriko เป็นการดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด
- ปี 2568 รายได้อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยเติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และปี 2569 ตั้งเป้า 500–600 ล้านบาท พร้อมผลักดันสู่ 1,000 ล้านบาทในปี 2571
ตลาดขนมขบเคี้ยวในไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดสแน็กสาหร่ายในปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5–6% ต่อปี
แม้ในตลาดนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่แบรนด์ครองตลาด แต่ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสแน็กและ Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้ทั้งความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกัน
เทรนด์นี้ จึงเป็นช่องว่างที่ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) มองเห็นโอกาสใหม่ในการทำตลาดสแน็กนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ผ่านแบรนด์ ‘Koriko’ สาหร่ายแซนด์วิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง
ประสบการณ์ สร้างแบรนด์
‘กาญจนา ตั้งปกรณ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (NBF) เล่าโปรไฟล์ธุรกิจ NBF เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนำเข้าและทำตลาดสาหร่ายรายแรกของไทย ที่มีประสบการณ์มาร่วม 30 ปี ในรูปแบบธุรกิจบีทูบี (B2B) มี มีโรงงาน 3 แห่งในบางพลี สมุทรปราการ รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ผ่านมาตรฐานสากล FSSC22000, GHP และ HACCP
ล่าสุด บริษัทฯ วางแผนขยายการเติบโตธุรกิจในตลาดผู้บริโภค (B2C) เพื่อทำตลาดสแน็กสาหร่ายผ่านแบรนด์โกริโกะ ‘Koriko’ ที่ต่อยอดจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด

แกะสูตรปั้น ‘Koriko’
สำหรับการทำตลาด ‘Koriko’ แบรนด์ถูกวางตำแหน่งในกลุ่ม สแน็กระดับกลางพรีเมียม กำหนดราคาจำหน่ายปลีกซองอยู่ที่ 39 บาท เจาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่มองหาความแปลกใหม่ควบคู่สุขภาพ
ขณะที่สินค้า มีจุดขายหลัก คือ สาหร่ายแซนวิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง ให้แคลอรี่ต่ำเพียง 130 แคลอรี่ต่อซอง 30 กรัม
“สาหร่าย Koriko ยังมาพร้อมนวัตกรรมสินค้าที่ไม่มัน ไม่เลอะมือ แตกต่างจากสาหร่ายทอดทั่วไปอย่างชัดเจน”
ส่วนช่องทางจำหน่ายเน้นออฟไลน์ (Offline) 95% ผ่านร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ 7-Eleven • Gourmet Market • Lawson • Max Mart • Jiffy • SF Cinema • ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และ DEAN & DELUCA ในสนามบิน
ส่วนช่องทางออนไลน์ (Online) สัดส่วน 5% ทำตลาดผ่าน TikTok Shop • Shopee และ Lazada พร้อมระบบสะสมคะแนนผ่าน Line Official ด้วย
‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก
กาญจนา บอกต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาดสแน็กสาหร่าย ‘Koriko’ ในฐานะแบรนด์ใหม่จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ ‘Koriko’ เลือกร่วมงานกับสองศิลปินนักแสดงรุ่นใหม่ ‘เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แรก
โดยคู่พรีเซ็นเตอร์ดังกล่าว ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ในทิศทางเดียวกับตำแหน่งทางการตลาด (positioning) แบรนด์ Koroko อย่างชัดเจนอีกด้วย
“เก่ง สื่อถึงความนิ่ง เท่ และชัดเจน ส่วนน้ำปิงเติมความสดใส สนุก และสีสัน”
โดยพรีเซ็นเตอร์ Koriko ทั้งคู่ยังถ่ายทอดแนวคิด ‘สาหร่ายของคนนอกกรอบ’ พร้อมเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตลาดผ่านเรื่องราว (Storytelling Marketing ) ที่เล่าเรื่องนวัตกรรมสาหร่ายแซนวิชที่เกิดจากความบังเอิญสู่นวัตกรรม (Innovation) เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปิดใจลองสินค้าใหม่ อีกด้วย
ขยายพอร์ตฯ ครบวงจรสแน็ก
ทั้งนี้หากมองในภาพรวมของ NBF ต่อการเปิดตัวพร้อมทำตลาดเชิงรุก Koriko ในครั้งนี้ ด้วยถูกวางให้เป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ สินค้าเพื่อทำตลาด B2C โดยมี 6 รสชาติ ได้แก่ ออริจินัล • บะหมี่เกาหลี • ไข่เค็ม • วาซาบิ • หมาล่า และมะเขือเทศ
โดยในอนาคต บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ในพำอร์ตโฟลิโอ Koriko ในกลุ่มเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์ (Functional Snack) เพิ่มเติม เพื่อขยายการเติบโตจากสแน็กสาหร่ายสู่แบรนด์ขนมขบเคี้ยวครบวงจรที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก
ปรับสูตรเจาะตลาดโลก
กาญจนา เสริมอีกว่านอกจากทำตลาด B2C ด้วยแบรนด์Koriko แล้วในส่วนของ ‘NBF’ ยังวางแผนขยายธุรกิจเพื่อทำตลาดระดับโลก โดยนำจุดแข็งด้านการปรับสูตรสินค้าให้เหมาะกับวัฒนธรรมการบริโภคของแต่ละประเทศ โดยวางเป้าขยายสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน • อินเดีย • อินโดนีเซีย และอาเซียน
โดยใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วในโรงงานบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรองรับการขยายพอร์ตสินค้า ทั้งกลุ่มปลา วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป และสแน็กประเภทอื่นอย่างทองม้วนและข้าวโพดอบกรอบ ควบคู่การลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างความแตกต่างในแต่ละตลาด
ลดต้นทุนรับพลังงานผันผวน
กาญจนา กล่าวว่า นอกจากนี้ NBF ยังให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงธุรกิจแบบรอบด้าน อาทิ
- การติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน
- การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบลีน ซัพพลาย เชน (Lean Supply Chain)
- กระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความผันผวนด้านต้นทุน
- การออกแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกโดยยังคงคุณภาพสินค้าไว้
2 ปีหน้าพาแตะ พันล.
จากแผนธุรกิจดังกล่าว กาญจนา บอกว่าในปี 2569 NBF ตั้งเป้ารายได้ 500–600 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยรายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 30 ปีของบริษัท เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายครบวงจรระดับประเทศและสากล



