วิสัยทัศน์ ‘ดร.เชน-ยศชนัน’ เดิมพัน 4 ปี ปฏิรูปการศึกษาไทย สร้างระบบนิเวศเอไอ เติมทักษะคน พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศหนีกับดักรายได้ปานกลาง
ศาสตราจารย์ ‘ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘วิสัยทัศน์การพัฒนาทักษะ AI การเตรียมความพร้อมของเยาวชนไทยในระดับอุดมศึกษา และบทบาทสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศ’ ในโอกาสความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น, กูเกิล (Google) และ อว. ในโครงการ Thailand ‘s AI Future Starts Here อัปเกรดประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศด้าน AI
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง
โดยระบุว่า ในยุคที่เทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอย่างฉับพลัน การพัฒนากำลังคนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านนี้สูงถึง 80,000 คน
ไทย ต้องเลือกข้างไปทางไหน?
พร้อมย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยเจอหลากหลายปัจจัยกระทบ ทั้ง
- เศรษฐกิจตกต่ำ (Economic crisis)
- ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Disaster)
โดยเฉพาะปัจจัยหนักสุด คือ เทคโนโลยีดิสรัปชัน (Technology Disruption) ด้วยสิ่งที่เรียนมาเมื่อก่อนอาจใช้ไม่ได้แล้ว ทำให้ปัจจุบันทุกภาคส่วนต้องมีความเข้าใจ AI ในเชิงรุก ที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน
อย่างไรก็ตามต่อบริบทนี้ ‘ดร. ยศชนัน’ บอกว่าในฐานะผู้นำนโยบายการศึกษาของไทยซึ่งมีผลกับอนาคตแรงงาน มองว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยตนเองจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักของการศึกษาไทย “ทุกคนสามารถล้มบนฟูก ที่มีตัวผมรองรับได้”
รองนายกรัฐมนตรี ย้ำอีกว่า จากทิศทางนี้สะท้อนถึงจุดที่ประเทศไทยจะต้องเลือกเส้นทางไปสู่แสงสว่างให้ถูก เพื่อให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ที่อยู่มานานหลายปี ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นทางออกสำคัญ “เราคงไม่อยากจากโลกนี้ไปด้วยรายได้ปานกลาง เราสามารถมาเริ่มตรงนี้ด้วยกันในวาระสี่ปีนี้”
นอกจากนี้ยังมี Governance ของการนำ AI มาใช้ (AI Adoption) แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ดีพอ ปัจจุบันอยู่เพียงประมาณ 20% ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญ ขณะที่โครงการนี้ต้องการบุคลากรด้าน AI ระดับโปรเฟสชั่นแนล (Professional) ประมาณ 80,000 คน เพื่อเติมเต็ม AI Gap ที่ยังห่างอยู่อีกมาก
“ในวันนี้ไม่ใช่แค่การศึกษาเปลี่ยนไทยออกจากะลา ที่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด อีก 4 ปีหน้า คนไทยหนึ่งในสามจะมีสกิล AI ติดตัว”
ทั้งนี้ หากมองทิศทางประเทศไทยไปข้างหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน คนไทยต้องกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI Infrastructure) ในด้านเอไอ เอ็นจิเนียร์ (AI Engineer) เป็นอีกสิ่งสำคัญ ด้วยโจทย์ในตอนนี้จะไม่ใช่แค่การศึกษาเอไอ แต่ต้องสร้างความคลั่งไคล้ในเอไอเพื่อสร้างเป็นภาคต่อของการทำระบบนวัตกรรมเอไอ (AI Innovation System) โดยเฉพาะการสร้างเอไอของคนไทย
ดร. ยศชนัน ย้ำว่า AI หน้าตาไทยจะเป็นอย่างไรให้คนยอมรับ ซึ่งในเรื่องนี้จะร่วมกันคิด พร้อมสร้างการเข้าถึงเอไอได้แม้อยู่ในต่างจังหวัด ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ รวมถึงสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ประเทศไทยที่เข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) “หากเราเพิ่มทักษะ AI เข้าไปให้กับคนกลุ่มนี้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ก็เหมือนเสือติดปีก โดยไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาใหม่”
เปิดรับทุกเชื่อมต่อสร้างคนไทยเอไอ
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านเอไอ ว่า การสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ ‘AI Professional’ จำเป็นต้องเปิด Connectivity การเชื่อมต่อแบบไร้พรมแดน ให้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกเชื้อชาติเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพให้ทันภายใน 4 ปี พร้อมต่อยอดการวิจัยและพัฒนา AI (AI R&D) อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันยังมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เข้ามาดำเนินการไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงจูงใจ (Incentive) จึงควรผลักดันนวัตกรรมเชิงสังคม ที่สามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้พร้อมกัน
ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศเอไอ (AI Ecosystem) ให้ครบวงจร โดยมีทั้งวิศวกรเอไอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ พร้อมยกระดับความรู้เท่าทันเอไอ (AI Literacy) ให้สอดคล้องกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางมุมมองว่ามหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริง งานวิจัยยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economy) โดยทุกมหาวิทยาลัยจึงต้องมีส่วนร่วม (Contribute) อย่างจริงจัง
ซัพพอร์ต สตาร์ทอัปAI
ดร.ยศชนัน กล่าวต่อถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย AI ยังจะต้องเริ่มจากการสนับสนุนสตาร์ทอัปไทยให้ค้นหาโจทย์ที่ใช่ เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดและใช้งานได้ในระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น (Trust) จากนักลงทุนและพันธมิตร
“ตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคนถือเป็นโอกาสสำคัญ ซึ่งไทยได้เปรียบด้านทำเล สามารถพัฒนานวัตกรรมในประเทศและขยายสู่ตลาดโลกได้ หากยกระดับมาตรฐาน ของผลิตภัณฑ์ให้แข่งขันได้”
ขณะที่ เวทีอย่าง Hackathon เป็นกลไกสำคัญในการสร้างไอเดียใหม่ ที่สามารถต่อยอดสู่การลงทุนจากบริษัทเทคระดับโลก เช่น Google ในมิติความร่วมมือระดับสากล รวมไปถึงผลักดันให้เกิดการตั้งฐานวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการระดับโลก “สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยปรับตัว อัปเดตหลักสูตรให้ทันกับโลก AI เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้ การวิจัย และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแรงให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”
ขณะที่โครงการ Thailand ‘s AI Future Starts Here อัปเกรดประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศด้าน AI เป้าหมายการศึกษาและอนาคต ซึ่งอว. เล็งเห็นศักยภาพสามารถขยายเป้าหมายได้ถึง 20 ล้านคนในสี่ปีนี้ จากเป้าโครงการฯที่วางไว้ 12 ล้านคน
คลัง Data เฉพาะตัวของไทย
พร้อมเสริมต่อถึงการพัฒนา AI ของประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มจาก “ฐานข้อมูล” ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ แม้ไทยอาจยังตามหลังหลายประเทศในภาพรวม แต่การมีข้อมูล (Data) ที่แข็งแรงคือโอกาสในการสร้างความได้เปรียบ
ซึ่งไทย ยังมีจุดเด่นด้าน Wellness รวมถึงข้อมูลในภาคเกษตรและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อน ‘ความเฉพาะตัวของข้อมูล’ (Uniqueness) ซึ่งหากมีการจัดเก็บและบริหารข้อมูลอย่างเป็นระบบในเชิงกลยุทธ์ สามารถนำไปต่อยอดใน AI ได้อีกมาก
ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานเอไอ จำเป็นต้องมีทั้ง Data และการประมวลผล (Compute) ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งไทยอาจมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน แต่สามารถใช้แนวทางความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อย โดยไทยยังมีบทบาทในซัพพลายเชน (Supply Chain) และมีศักยภาพด้านสตอเรจ (Storage) สำหรับรองรับและจัดเก็บข้อมูลในบางส่วนของระบบ
ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายด้านนโยบาย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI Infrastructure) ในฐานะอุตสาหกรรมใหม่ที่จะต่อยอดจากภาคการผลิตเดิม เช่น ยานยนต์สู่หุ่นยนต์ ครอบคลุมทั้งเกษตร การแพทย์ และอุตสาหกรรม โดยไทยมีพื้นที่อย่าง EEC ที่สามารถใช้เป็นแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในการทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของประเทศ โดยสามารถใช้ติดตาม (Track) และตรวจสอบกระบวนการต่าง ๆ เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน และรับมือกับความเสี่ยงจากทุนสีเทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“หากสามารถบูรณาการจุดแข็งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และนโยบายเข้าด้วยกัน ไทยก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของโลก AI ได้อย่างยั่งยืน”


