‘วิกรม’ ปรับใหญ่โครงสร้างนิคมฯอมตะ ตั้งรับจีนหนีสงครามการค้า-เมกะทุนโลกแห่เข้าอาเซียน ใส่ 10,000 ล้านรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเกิดขึ้นในฐานผลิต 3 ชาติ ไทย-เวียดนาม-ลาว
- อมตะลงทุน 10,000 ล้านบาท เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใน 3 ประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่อาเซียน ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ในไทย เวียดนาม และลาว
- ปรับโมเดลสู่อินดัสตรี ซิตี้ อมตะยกระดับจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สู่ผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก สงครามการค้าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ทุนโลกย้ายฐานผลิตออกจากจีน อาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นฐานการลงทุนใหม่ของโลก
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ภายใต้แผนงาน ดังนี้
- เสริมทีมบริหารองค์กร โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล
- Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ
- Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงา
- Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์
สำหรับในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย
- ไทย จำนวน 1,650 ไร่ เน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- เวียดนาม จำนวน 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค
โดยแผนฯ ดังกล่าวเพื่อรองรับ เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน และจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่ (Relocation) ที่เกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงสงครามการค้าที่บีบให้ภาคการผลิตต้องมองหาฐานที่มั่นใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว
“ภูมิภาคอาเซียน กำลังขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และลาว”
พร้อมกันนี้ กลุ่มอมตะ อยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อไปสู่การสร้างศูนย์กลางการลงทุนใหม่ รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500
วิกรม กล่าวต่อว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว
Alternate-X สรุปให้
วิกรม กรมดิษฐ์ ปรับโครงสร้างองค์กรอมตะครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี ดึงมืออาชีพบริหาร พร้อมรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในไทย เวียดนาม และลาว ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีนสู่อาเซียน ใช้โมเดลธุรกิจใหม่ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ ‘Industrial City’ เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร มองอาเซียนเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัล




