Singha Estate ปรับเกมอสังหาฯ ดันธุรกิจโรงแรมรายได้หลัก ปี2569 ฟื้น 1.4 หมื่นล.

ธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตท (Singha Estate) ในปี2568 ที่ผ่านมา เติบโตต่อเนื่องในหลายประเทศสร้างกำไรแกร่ง โดยในปี 2569 บริษัทย้ำกลยุทธ์สร้างรายได้ประจำมุ่งธุรกิจ Hospitality เป็นแกนหลักในการเติบโตระยะยาว พารายได้ฟื้นกลับมา 1.4 หมื่นล.บาท

 

 

  • โรงแรมกลายเป็นเครื่องยนต์รายได้หลัก สิงห์ เอสเตท เดินหน้าธุรกิจ Hospitality ผ่าน SHR เพื่อสร้างรายได้ประจำระยะยาว ตั้งเป้าดัน RevPAR โต 20–30% และ EBITDA แตะระดับ 30%
  • กลยุทธ์ Asset Rotation เพิ่มประสิทธิภาพทุน ขายโรงแรมในสหราชอาณาจักร 15 แห่ง เพื่อนำเงินลดหนี้ดอกเบี้ยสูง พร้อมเตรียมงบลงทุนใหม่ 3,000–3,500 ล้านบาท ขยายโรงแรมระดับบน
  • รายได้ปี 2569 ตั้งเป้า 1.4 หมื่นล้านบาท รายได้หลักมาจากโรงแรม ออฟฟิศ และการลงทุนใหม่ในนิคมดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทคาดผลประกอบการสร้างกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

 

 

ย้ำรายได้จาก ‘เรียล ดีมานด์’

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล กล่าวถึงแผนธุรกิจปี 2569 วางแนวคิด ‘STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE’ เพื่อสร้างการเติบโตมั่นคง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Resdidential), ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) ,ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate)

 

โดยการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มของบริษัทฯ ในปีนี้ จะมุ่งทำตลาดเพื่อรองรับความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ทั้พร้อมมุ่งสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากความท้าทายในกระแส (Trend) ต่าง ๆ เกิดขึ้นในปี 2569 ประกอบด้วย

  • การเติบโตจีดีพีไทย 3%
  • การเป็นฮับเวลเนสและการท่องเที่ยวคุณภาพฟื้นตัว
  • การลงทุนอุตสาหกรรมดาสตา เซ็นเตอร์ จากในช่วง2 เดือนแรกในปีนี้บีโอไอให้การส่งเสริมลงทุนไปกว่าสองแสนล้านบาท มีกลุ่มนักลงทุนหลักที่เข้ามาในไทยประเทศสิงคโปร์ , จีน และ ฮ่องกง
  • มาตรการ LTV และอัตราดอกเบี้ยที่มีผลต่อภาคการบริโภค โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

 

โฟกัส ‘สร้างรายได้ประจำ’

 

ชัยรัตน์ กล่าวว่าสำหรับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

1.กลุ่มธุรกิจโรงแรม บริหารงานภายใต้ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR โดยในปี 2569 จะใช้กลยุทธ์ ‘การหมุนเวียนทรัพย์สิน’ (Asset Rotation) จากการขายโรงแรม 15 แห่ง ในสหราชอาณาจักรเพื่อทำกำไร และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง

 

โดยในเบื้องต้น SHR วางแผนลงทุนใหม่ 3,000-3,500 ล้านบาท ขยายลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมระดับบน (Upper Upscale)  ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Enhancement) อาทิ

 

  • ความร่วมมือพันธมิตร The Ascott Limited ปรับโฉมระดับพรีเมียมโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร ภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection (เปิดไปแล้ว) ส่วนอีก 2 โรงแรมจะเป็นแบรนด์ lyf (เปิดครึ่งแรกปี 2569) คาดช่วยอัตราห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เป็น 20-30%
  • แผนปรับปรุงโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Phi Phi Island Village ปรับปรุงวิลล่าเนินเขา 12 หลัง ส่วนแบรนด์ SAii Maldives วางแผนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสระว่ายน้ำส่วนตัวในวิลล่าเหนือน้ำอีกจำนวน 20 หลัง

 

โดยตั้งเป้า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีให้บริการ (Revpar) ขยายตัว 20-30% และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย (EBITDA) แตะระดับ 30%

 

สำหรับ การปรับปรุงทรัพย์สิน ช่วยยกระดับราคาห้องพักของ SHR อาทิ ภูเก็ต มีราคา 18,000 บาท/คืน ทำให้ฐานกำไรกลุ่มโรงแรมเติบโต โดย 2568 ปีที่ผ่านมา กำไรนิวไฮที่ 615 ล้านบาท หากคงอัตราเข้าพักที่กว่า 70% เท่าเดิม ฐานกำไรจะขยับไปสู่ 600 ล้านบาท/ปีอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 มีกำไรเพียง 50 ล้านบาท

 

ปัจจุบัน SHR มีโรงแรม 18 แห่ง จำนวน 2,518 คีย์ ใน 5 ประเทศ ที่มีไฮซีซั่นต่างกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาตลอด เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดใดมากจนเกินไป

 

2.ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ)

 

สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า บริษัทฯ มุ่งเติบโตต่อเนื่องจากการรักษากลุ่มผู้เช่ารายเดิมไว้ระยะยาว โดยปกติผู้เช่าของสิงห์ฯมีระยะเวลาการทำสัญญาเช่า 3 ปี ซึ่งปัจจุบันอัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ในระดับดี ประกอบด้วย

 

  • อาคาร S Metro อัตราเช่า 94%
  • อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ อัตราเช่า 92%
  • อาคาร S-Oasis อัตราเช่า 56% (ปีนี้ตั้งเป่าขยับสู่ 70%) จากการแข่งขันออฟฟิศบนถนนวิภาวดีแข่งขันไม่สูง มีดีมานด์เป็นของตนเอง

 

ชัยรัตน์ กล่าวต่อว่าสำหรับกลุ่มธุรกิจไม่สร้างรายได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย โดยในปี 2569 เน้นกลยุทธ์ ต่อยอดการเติบโตจากพันธมิตร (Scaling Through PartnerShips) โดยร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ประกอบด้วย

 

  • SAii Phuket Laguna มูลค่า 1,000 ล้านบาท ผสานความร่วมมือ (Synergy)กับบริษัทในเครือ คือ SHR เป็นโครงการรูปแบบ Branded Residence ไม่เกิน 100 ยูนิต บนทำเลโซนลากูน่าภูเก็ต
  • โครงการคอนโดมิเนียมระดับหรู ในกรุงเทพฯ โดยร่วมกับกลุ่มวันเรียลเอสเตท มูลค่า 3,000 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ย 150,000-200,000 บาท/ตารางเมตร

 

2.นิคมอุตสาหกรรม (เอส อ่างทอง) โดยปี 2569 บริษัทฯ จะมุ่ง ‘กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์’ โดยซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 200-400 ไร่/แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาตกลง (Deal)กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากจีน มูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดปิดดีลในช่วงครึ่งปีแรกนี้

 

“ในปีนี้ บริษัทเจรจาระหว่างนักลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์หลายราย ซึ่งนอกจากการขายที่ดินนิคมฯ แล้ว ยังสามารถทำรายได้ประจำเพิ่มจากการขายน้ำและขายไฟป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปีก่อนขายน้ำได้ 54 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งขายไฟฟ้าอีก 160 ล้านบาท”

 

เป้าปี 69 รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท

 

ชัยรัตน์ กล่าวถึงแนวทางสำคัญในปีนี้  คือ การรักษาความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน (Strong Funding Capability) เน้นบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

โดย บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี

 

จากแผนทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า ปี 2569 จะทำรายได้กลับมาฟื้นตัว (Turnaround Revenue) อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดที่ 13,988 ล้านบาท พร้อมการทำกำไรสูงสุดประวัติการณ์ ต่อเนื่อง

 

 

 

Alternate-X สรุปให้

 

Singha Estate ปี 2569 แผนธุรกิจเน้นสร้าง รายได้ประจำ (Recurring Income) โดยให้ธุรกิจโรงแรมเป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว ภายใต้ S Hotels and Resorts วางแผนหมุนเวียนสินทรัพย์ ขายโรงแรมในสหราชอาณาจักร 15 แห่ง เพื่อนำเงินลดหนี้และลงทุนใหม่ โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนราว 3,000–3,500 ล้านบาท ขยายโรงแรมระดับบน พร้อมปรับปรุงสินทรัพย์เพื่อเพิ่มรายได้ต่อห้องพัก ปัจจุบันกลุ่มโรงแรมมี 18 แห่งใน 5 ประเทศ ทำให้มีรายได้จากฤดูกาลท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ช่วยกระจายความเสี่ยง บริษัทตั้งเป้าปี 2569 รายได้รวม 14,000 ล้านบาท หลังธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมฟื้นตัวต่อเนื่อง

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.