ORIGIN ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจรับมือตลาดอสังหาฯปี2569 ‘โตเล็กน้อย’ แต่ยังมีโอกาสในทำเลยุทธศาสตร์ภูเก็ต-พัทยา-CBD กรุงเทพฯ เจาะต่างชาติย้านถิ่นมาไทย ‘บ้านหลังสอง’ แผนพาสู่เป้าปีนี้ 10,000 ล้านบาท
- ปรับพอร์ต 5 ธุรกิจหลัก ครอบคลุม คอนโด บ้าน โรงแรม เซอร์วิส และอินดัสเทรียล กระจายความเสี่ยง สร้างรายได้ทั้งขายและรายได้ประจำ
- ต่างชาติคือแรงหนุนสำคัญ มียอดลูกค้าต่างชาติรอโอนกว่า 6,300 ล้านบาท มาจากกว่า 30 ประเทศ สะท้อนดีมานด์ Second Home
- เสริมคล่องตัวด้วย Divestment ขายโรงแรม 4 แห่ง มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท สร้างกระแสเงินสดพิเศษกว่า 1,300 ล้านบาท
พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางวิสัยทัศน์การทำธุรกิจ ‘ออริจิ้น’ ภายใต้ยุทธศาสตร์ไดเวอร์วิฟายด์(Diversify) ครอบคลุมขยายธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โดยในปี 2569 บริษัทฯปรับโครงสร้างบริหารบริษัทในเครือ ORIGIN GROUP เพื่อสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกระจายพอร์ตธุรกิจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน รับมือทุกวัฏจักร

โดยในปี2560 บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ ‘ORIGIN Portfolio Evolution 2026’ สร้างการเติบโตในทุกมิติ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้
1.บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ปี 2026 เปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท
ขณะที่ ออริจิ้น เป็นผู้นำอันดับ1 ตลาดคอนโดฯ Pet Friendly ที่พัฒนาโครงการเลี้ยงสัตว์ได้มากถึง 25 โครงการ จำนวน 4,966 ยูนิต และเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property หรือ IP Program) ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการ ‘รายได้สม่ำเสมอ ไม่ต้องบริหารเอง” เปลี่ยนคอนโดฯ เป็นสินทรัพย์ทำเงิน มีจำนวน 1,737 ยูนิต จาก 14 โครงการ พร้อมทั้งมีพอร์ตต่างชาติรอโอนรับรู้รายได้มูลค่ารวม 6,300 ล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) ปัจจุบัน มี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จใหม่ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการรวมจาก 7 โครงการ
2.บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ผู้พัฒนา โครงการบ้านจัดสรร โดยปี 2569 จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท
ล่าสุดเปิดตัวโปรเจกต์ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multi-functional) แนวคิดรวมโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์
- พระราม2
- บางนา-ตราด
- อมตะซิตี้
- แหลมฉบัง
- ระยอง
โครงการรวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์เพื่อรองรับกลุ่มไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบเต็มรูปแบบเร็ว ๆ นี้
พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน)
3.บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรสมัยใหม่ และบริษัทย่อยในเครือ วางแนวทางธุรกิจให้ครอบคลุมลูกค้าทุกเจนเนอเรชั่น
พร้อมผลักดัน ESG เป็นแกนหลักขององค์กร ผ่านแนวคิด PRIMO CARE ครอบคลุมผู้คน (People) สัตว์เลี้ยง (Pet) และ โลก(Planet) เพื่อสร้างความยั่งยืนองค์กรรับอนาคต โดยวางเป้ารายได้ ปีนี้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
4.บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ
- โรงแรม (Hotel Business)
- กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business)
- กลุ่มธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business)
โดยแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ดังนี้
- เปิดดำเนินการ 4 โรงแรมใหม่ มูลค่า 5,915 ล้านบาท
- อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท
- ไดเวอร์สเมนต์ (Divestment) กลยุทธ์ถอนการลงทุนสินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจ
“โมเดลธุรกิจ นี้ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รองรับการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาวเป็นไซเคิล เพื่อมุ่งมั่นสร้างโอกาสเติบโตแบบคู่ขนาน”
5.บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์กระจายสินค้ารวมทั้งสิ้น 403,859 ตารางเมตร เปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95%
ในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ ‘ALPHA REIT’
พีระพงศ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อรองรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังเป็นปีที่เติบโต ‘เล็กน้อย’ จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเติบโตระดับที่ต่ำ ,สงครามการค้า, การเปลี่ยนแปลงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน
“ยังมีสัญญาณบวก จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายการรวมหนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าได้มากขึ้น”
นอกจากนี้ จากความผันผวนเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ ในฐานะโกลบอล เซฟ โซน (Global Safe Zone) และ บ้านหลังที่สอง (Second Home) ปัจจัยผลักดันสู่ดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย
โดย ออริจิ้นฯ มองว่า คือ โอกาสสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งในพื้นที่ ภูเก็ต พัทยา และ และ CBD กรุงเทพฯ สามารถสร้างยอดขายจากโอกาสข้างต้น มีลูกค้าต่างชาติกว่า 6,300 ล้านบาท จากลูกค้ากว่า 30 ประเทศ อาทิ รัสเซีย ไต้หวัน เมียนมา จีน และ โปแลนด์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยและแบรนด์ออริจิ้น
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯยังคงเปิดรับพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง
พีระพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมและบริษัทฯ จากปัจจัยต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ความเข้มงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่จากการที่กลุ่มบริษัทออริจิ้น มีความหลากหลายธุรกิจข้างต้น สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงธุรกิจเพื่อบริหารพอร์ตธุรกิจและสร้างสมดุลรายได้ ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ในภาพรวมต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สร้างยอดขาย (Presales) รวมทั้งสิ้น 24,528 ล้านบาท

Alternate-X สรุปให้
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจ รับมืออสังหาฯ ปี 2569 ที่โตเพียงเล็กน้อย ใช้ยุทธศาสตร์ Diversify กระจายรายได้ ลดความเสี่ยงวัฏจักรตลาด รับต่างชาติมองไทยเป็น Global Safe Zone ดึงแรงซื้อ ‘บ้านหลังที่สอง’ โฟกัสทำเลยุทธศาสตร์ ภูเก็ต–พัทยา–CBD กรุงเทพฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 10,000 ล้านบาท พร้อมใช้โมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพิ่มสภาพคล่อง




