MC Jeans ในมือบริหาร ‘แมทธิว กิจโอธาน’ กับความล้ำเกมค้าปลีกแฟชั่นอนาคต ใช้ AI เจาะอินไซด์ลูกค้ายุคใหม่ดู ‘คอมพลีท ลุคส์’ ก่อนช้อป แผนเพิ่มยอดขายช่องออนไลน์-รายได้โตสองหลัก ปี2569 พร้อมมุ่งสู่องค์กรใช้ดาตาขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ เล็งแผนขยาย S-Curve ใหม่ดันรายได้ 8,000 ล้านบาท
- AI คือแกนหลักธุรกิจ ลงทุนด้าน AI ราว 80 ล้านบาท พัฒนาระบบทั้งออนไลน์และหน้าร้าน มุ่งลดคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และคุมต้นทุนการตลาดแม่นยำขึ้น
- CRM กลายเป็นเครื่องยนต์รายได้ ยอดขายจากฐานสมาชิกคิดเป็น 60% ของรายได้รวม ตั้งเป้าขยายสมาชิกจาก 1.8 ล้านราย สู่ 3 ล้านรายใน 3 ปี
- ออนไลน์โตต่อเนื่อง สัดส่วนออนไลน์อยู่ที่ 27–29% ของยอดขายรวม ตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% พร้อมออเดอร์สูงสุด 30,000 รายการต่อวันช่วงแคมเปญ
ภาพการแข่งขันในธุรกิจแฟชั่นปี 2569 ไม่ได้วัดกันแค่ดีไซน์หรือจำนวนสาขาอีกต่อไป หากแต่ขยับเข้าสู่สนามของ “ข้อมูล” และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นยอดขายจริง
โดย ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Mc Jeans หัวเรือใหญ่คนปัจจุบัน เลือกกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ นำ AI และเทคโนโลยี Visual Try-On เข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ในจังหวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง
‘แมทธิว’ บอกเป้าหมายรายได้ปีบัญชี 2569 (กรกฎาคม 2568–มิถุนายน 2569) เติบโตระดับสองหลัก หลังครึ่งปีแรกยอดขายรวมขยายตัว 12% และคาดว่าครึ่งปีหลังจะรักษาทิศทางใกล้เคียงกัน โดยแรงหนุนมาจาก
- การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
- การยกระดับประสิทธิภาพการขายผ่าน AI ทั้งด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การบริหารแคมเปญ และการควบคุมต้นทุนการตลาด
ขณะที่ หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ การขยายบริการ Visual Try-On หรือระบบ “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ช่วยให้ลูกค้าทดลองสวมใส่สินค้าเสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยระบบจะประมวลผลภาพให้สอดคล้องกับสรีระผู้ใช้งาน เริ่มจากสินค้าหลักอย่างเสื้อและกางเกง ก่อนต่อยอดสู่การลองครบลุค (Complete Look)ในอนาคต
“เทคโนโลยีนี้ ถูกวางบทบาทเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์มากกว่าลูกเล่นดิจิทัล โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยลดอัตราการคืนสินค้า เพิ่มความมั่นใจในการซื้อ และยกระดับ Conversion Rate บนอีคอมเมิร์ซ”
ปัจจุบันยอดขายออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 27–29% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% โดยมียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยราว 20,000 ออเดอร์ต่อวัน และอาจแตะ 30,000 ออเดอร์ต่อวันในช่วงแคมเปญดับเบิ้ลเดย์
ขณะที่ โครงสร้างลูกค้าสะท้อนพฤติกรรมต่างรุ่นอย่างชัดเจน กลุ่ม Gen Z เป็นฐานหลักของออนไลน์ ส่วน Gen X และ Gen Y ยังให้น้ำหนักกับประสบการณ์หน้าร้าน ทำให้ MC Group ยังคงเดินเกมแบบ Omni-Channel ควบคู่กัน

AI วิเคราะห์หน้าร้าน ดัน Conversion เพิ่ม “คุณภาพทราฟฟิก”
แมทธิว กล่าวต่อในฝั่งออฟไลน์ บริษัทนำระบบ In-store Customer Analysis มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เริ่มทดลองใน 4 สาขาแฟล็กชิป ได้แก่
- แฟชั่นไอส์แลนด์
- เซ็นทรัลเวสต์เกต
- เมกาบางนา
- ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
จากนั้นวางแผนขยายสู่ 41 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าครบ 100 สาขาภายในปีบัญชีนี้
ข้อมูลที่ได้ไม่เพียงสะท้อนจำนวนคนเข้าร้าน แต่ลงลึกถึงเส้นทางการเดิน จุดหยุดดูสินค้า และโซนที่สร้างความสนใจ เพื่อนำข้อมูลไปปรับดีไซน์ผังร้าน รูปแบบเชลฟ์วางสินค้า และสนับสนุนพนักงานขายด้วยข้อมูลเชิงลึก หลังใช้งาน 6 เดือน
บริษัทระบุว่าทราฟฟิกในสาขาทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเมื่อการแนะนำสินค้าตรงกับความต้องการมากขึ้น อัตราปิดการขายก็ขยับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่จำนวนลูกค้า แต่คือคุณภาพของทราฟฟิก” นพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุ โดยมองว่าการใช้ข้อมูลช่วยเปลี่ยนหน้าร้านจากพื้นที่ขายสินค้า เป็นพื้นที่สร้าง Conversion อย่างมีระบบ
CRM เครื่องจักรหลักดันยอดขายแตะ 60%
ขณะเดียวกัน AI ยังถูกนำมาใช้ในมิติการตลาดดิจิทัล ผ่านระบบ AI-Driven Precision CRM เพื่อวิเคราะห์ฐานสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย ปัจจุบันยอดขายที่มาจากฐาน CRM คิดเป็น 60% ของยอดขายรวม เพิ่มจาก 40% ในปีบัญชีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสมาชิกจากเพียงฐานข้อมูลลูกค้า ไปสู่เครื่องยนต์รายได้หลักขององค์กร บริษัทตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกแตะ 3 ล้านรายภายใน 3 ปี
นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ระบบ Advanced Analytics และ AI Automation ยังช่วยคัดเลือกและติดตามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมวัดผลตอบแทน (ROI) แบบเรียลไทม์ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ได้แม่นยำขึ้น และปรับแคมเปญได้ทันสถานการณ์ ส่งผลให้คุณภาพทราฟฟิกดีขึ้น อัตราการแปลงยอดขายเพิ่มขึ้น และรายได้ออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง
ด้านงบลงทุน แมทธิวเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณรวมด้าน AI ราว 80 ล้านบาท โดยเน้นการพัฒนาระบบภายในองค์กร (In-House Development) เป็นหลัก และบางส่วนใช้ผู้เชี่ยวชาญเอาท์ซอร์สเพื่อเสริมศักยภาพ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ปีนี้จะเติบโตระดับสองหลัก จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งยอดขายและการบริหารต้นทุน
ในด้านความสามารถทำกำไร ‘ปิยะ โอฬารริกสุภัค’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าอัตรามาร์จิ้นคืนกำไรขั้นต้นมีโอกาสกลับสู่ระดับปกติที่ 64.5% หลังช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ปรับขึ้นแตะ 64% แล้ว การบริหารสต๊อกที่แม่นยำขึ้นผ่านข้อมูล รวมถึงการลดการทำโปรโมชั่นแบบหว่านกว้าง เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคั สำหรับการขยายเครือข่าย
บริษัทตั้งเป้าเปิดจุดขายใหม่ 15 แห่งในปีนี้ โดยครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 10 แห่ง เหลืออีก 5 แห่งในครึ่งปีหลัง พร้อมย้ำว่าด้วยสถานะของบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมีเงินสดในมือราว 2,000 ล้านบาท ทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนและรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ
S-Curve ใหม่ รายได้อาจแตะ 8,000 ล้าน
นอกจากนี้ แมทธิว ยังยอมรับว่าความท้าทายหลักของปีนี้คือกำลังซื้อผู้บริโภค โดยเริ่มปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณชะลอในกลุ่มสินค้า Hardwear เช่น ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าแฟชั่น และสินค้าอาหารตามลำดับ หากผู้บริโภคต้องการตัดลดค่าใช้จ่าย บริษัทจึงต้องบริหารสมดุลระหว่างการกระตุ้นยอดขายและการรักษามาร์จิ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมจับตาความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง
แมทธิว ยังเผยว่า ปีที่ผ่านมา MC Group ทำรายได้ราว 4,000 ล้านบาท โดยแย้มว่าอาจเห็นการเติบโตแบบ S-Curve ในระยะถัดไป โดยรายได้อาจขยับสู่ระดับ 8,000 ล้านบาท แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกลยุทธ์ทั้งหมด แต่ทิศทางการลงทุนใน AI และการขยายฐานสมาชิกสะท้อนภาพชัดเจนว่าบริษัทกำลังวางรากฐานเพื่อการเติบโตระยะยาวมากกว่าการเร่งยอดขายระยะสั้น
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Mc Jeans จากผู้ค้าปลีกแฟชั่นดั้งเดิม สู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ แต่กลายเป็นโครงสร้างหลักของการบริหารร้านค้า การวางแผนสินค้า การตลาด และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า
คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ว่า AI จะช่วยเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ แต่คือบริษัทจะสามารถแปลงความได้เปรียบเชิงข้อมูลให้กลายเป็น S-Curve ใหม่ของรายได้ตามที่ผู้บริหารส่งสัญญาณไว้ได้มากเพียงใด ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังเปราะบางและการแข่งขันในตลาดแฟชั่นยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง

Alternate-X สรุปให้
บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Mc Jeans เดินเกมค้าปลีกปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ ดึง AI และเทคโนโลยี Visual Try-On ให้ลูกค้า “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ก่อนซื้อจริง เป้าหมายคือ ลดการคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และดันยอดออนไลน์แตะ 30% ยอดขายจากฐานสมาชิก CRM พุ่งแตะ 60% ของรายได้รวม จากสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตสองหลัก พร้อมวางรากฐาน S-Curve ใหม่สู่ 8,000 ล้านบาท
STORYTELLER BY
Jittrapon ponlawat
Editorial LeadA former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.





