Gen Z กลายเป็นคนรุ่นแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาที่มีระดับสติปัญญาน้อยกว่าพ่อแม่ของพวกเขา และในตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบสาเหตุที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2010
- แนวโน้มสติปัญญาถดถอยหลังปี 2010 ข้อมูลจากกว่า 80 ประเทศพบความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลง ช่วงเวลาเดียวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่ห้องเรียนอย่างแพร่หลาย
- สมองมนุษย์ไม่เหมาะกับการเรียนรู้แบบดิจิทัลล้วน คอนเทนต์สั้น หน้าจอ และการเรียนผ่านอุปกรณ์ ทำให้การเรียนรู้ตื้น ลดการจดจ่อ ความจำระยะยาว และการคิดเชิงซับซ้อน
- ปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่เด็ก Gen Z นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าเด็กไม่ได้ ‘โง่ลง’ แต่ถูกสอนด้วยเครื่องมือที่ผิดธรรมชาติ มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
DailyMail เผยบทความระบุงานวิจัย ดร. จาเร็ด คูนีย์ ฮอร์วาธ (Jared Cooney Horvath) อดีตครูที่ผันตัวมาเป็นนักประสาทวิทยาศาสตร์ ผู้อํานวยการ LME Global ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบ่งปันการวิจัยสมองและพฤติกรรมกับธุรกิจและโรงเรียน เผยข้อมูลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนเจนเนอเรชั่น Z (Gen Z) กลายเป็นคนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่มีระดับสติปัญญาและทักษะการคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ!!
สำหรับกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยนี้ ระบุช่วงอายุระหว่าง
- ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 – ต้นทศวรรษ 2010 เป็นรุ่นแรกที่เติบโตมากับ เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ อยู่ในระบบการศึกษานานขึ้นกว่าคนรุ่นศตวรรษที่ 20
โดยสิ่งที่ลดลงใน Gen Z (จากข้อมูลระยะยาว) จากการบันทึกพัฒนาการทางปัญญาที่เริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 พบว่า Gen Z มีคะแนนต่ำกว่ารุ่นก่อนในหลายด้าน ได้แก่
- ความสามารถในการจดจ่อ (Attention)
- ความจำระยะยาว
- ทักษะการอ่าน
- ทักษะคณิตศาสตร์
- การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน
- ค่า IQ โดยรวม
5 ปัจจัยลดระดับสติปัญญา
ดร. จาเร็ด ยังยังระบุงสาเหตุที่มีส่วนต่อระดับความสามารถทางสติปัญญาลดลงของกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยชิ้นนี้ พบ 5 ปัจจัยหลัก คือ
1.การพึ่งพา ‘เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech)’ มากเกินไป
จากการเรียนรู้ที่ย้ายไปอยู่บน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และหน้าจอ เป็นสาเหตุสำคัญ ขณะที่ห้องเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้เด็กเรียนผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนจริง
2.สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้จาก ‘คอนเทนต์สั้น’
ดร. จาเร็ด ระบุว่าสมองมนุษย์ ไม่ถูกเชื่อมต่อทางชีววิทยา ให้เรียนรู้จาก คลิปสั้น ข้อความย่อ การสรุปแนวคิดซับซ้อนให้เหลือไม่กี่บรรทัด ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้ตื้น ไม่เกิดความเข้าใจเชิงลึก
3.เวลาบนหน้าจอมากเกินครึ่งของเวลาตื่น
นอกจากนี้ ยังพบว่าวัยรุ่นใช้เวลามากกว่า 50% ของเวลาที่ตื่นอยู่หน้าจอ จากการจ้องหน้าจอต่อเนื่องรบกวนการสร้างความจำและสมาธิ ทำให้สมองไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เชิงลึกตามธรรมชาติ
4. มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจาก ‘มนุษย์ด้วยกัน’
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังอธิบายตรงกันว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับครู, การแลกเปลี่ยนกับเพื่อน, การสื่อสารแบบเผชิญหน้าไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว
5. ปัญหาไม่ใช่ ‘ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น’
ดร. จาเร็ด ยังย้ำชัดว่า สาเหตุ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีผิดวิธี การอบรมครูไม่พอ จากแอปหรือแพลตฟอร์มไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีไม่สอดคล้องกับวิธีที่สมองมนุษย์เติบโตและเก็บข้อมูลตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังพบจุดเปลี่ยนสำคัญปี 2010 (พ.ศ. 2553) โดยข้อมูลจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า ความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลงราวปี 2010 ด้วยโรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ในปีนั้น ซึ่งชีววิทยามนุษย์ไม่เปลี่ยนเร็วพอจะเป็นสาเหตุ
ขณะที่ สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าโรงเรียนอย่างกว้างขวาง โดยหลักฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่มีงานวิจัยครอบคลุม กว่า 80 ประเทศ พบแนวโน้มนี้ต่อเนื่องกว่า 60 ปี โดยประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมาก จะส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดร. จาเร็ด กล่าวว่า “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่เครื่องมือที่เราใช้สอนพวกเขา”
ทั้งนี้ การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมากเกินไป อาจกำลังบั่นทอน ความสามารถทางปัญญา สมาธิ และการคิดเชิงลึก ของมนุษย์ โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่
Alternate-X สรุปให้
งานวิจัยชี้ Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่ระดับสติปัญญาและทักษะคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ หลังพบคะแนนลดลงชัดในสมาธิ ความจำ การอ่าน คณิต การแก้ปัญหา และ IQ รวม ขณะที่นักประสาทวิทยาชี้จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มราวปี 2010 พร้อมการใช้ EdTech ในโรงเรียน โดยปัจจัยหลักมาจากการเรียนผ่านหน้าจอ คอนเทนต์สั้น และเวลาหน้าจอเกินครึ่งวัน ขณะที่ปัญหาไม่ใช่ตัวเด็ก แต่คือเครื่องมือเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องสมองมนุษย์




