บำรุงราษฎร์ แนะควบคุมดูแลน้ำหนักเหมาะสมแต่ละคน สู่สุขภาพยั่งยืนระยะยาว แม้ ‘BMI’ จะปกติแต่อาจแฝงภัยเงียบนำไปสู่หลายโรคเรื้อรังไม่รู้ตัว
- โรคอ้วนไม่ใช่แค่รูปร่าง แม้ BMI ปกติ ก็อาจแฝงความเสี่ยงโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว
- การรักษาต้องเฉพาะบุคคล พฤติกรรม ยา การส่องกล้อง หรือผ่าตัด ต้องประเมินโดยแพทย์
- เป้าหมายคือสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่ลดเร็ว แต่ลดอย่างปลอดภัยและไม่กลับมาอ้วนซ้ำ
พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า แนวทาง ‘Weight Management’ การควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว
การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม
อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน
โรคอ้วน ภัย(ไม่) เงียบ
รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด ‘ภัยเงียบ’ หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่
- โรคกรดไหลย้อน (GERD)
- โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD)
- นิ่วในถุงน้ำดี
- มะเร็งหลายชนิด
สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี
ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา
อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง
พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นประกอบด้วย
- การสร้างความตระหนักรู้
- การปรับสภาพแวดล้อม
- การตั้งเป้าหมายที่สมจริง
- การสร้างแรงจูงใจจากภายใน
ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูง แม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ ‘การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม’ เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect)
ขณะที่ แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น ‘Health Resolution’ ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
Alternate-X สรุปให้
‘โรคอ้วน’ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่เป็นภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายระบบ การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะผู้ที่มีค่า BMI สูงหรือมีโรคร่วม ขณะที่ แนวทาง Weight Management ต้องดูแลแบบองค์รวม เฉพาะบุคคล และยั่งยืน รวมถึง ยา GLP-1RA การส่องกล้องเย็บกระเพาะ และการผ่าตัด เป็นทางเลือกทางการแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่แค่ผอม แต่คือสุขภาพดีระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



