‘ชาตรามือ’ (ChaTraMue) ปัจจุบันมีอายุกว่า 80 ปี มีจุดเริ่มต้นในปีพ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด จากครอบครัวคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาในไทยและนำเข้าชาจากจีนมาตั้งแต่รุ่นแรก ๆ
โดยที่มาแบรนด์ ‘ตรามือ’ มาจากโลโก้รูป ‘มือกำถ้วยชา’ ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ตั้งแต่ยุคแรก เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพและความจริงใจ ซึ่งมักจะมีคำว่า Number One Brand กำกับด้วย
พัฒนาการกิจการ
จากเดิม ชาตรามือ เป็นธุรกิจจำหน่ายใบชาแบบขายส่ง–ขายปลีกในย่านสำเพ็ง ก่อนต่อยอดเป็นชาไทยสำเร็จรูปที่ใช้กันตามร้านน้ำชาและร้านกาแฟโบราณทั่วประเทศ
พร้อมกับเข้าสู่วงการ ‘ชาไทยต้นตำรับ’ ด้วยจุดเด่นของชาตรามือ คือ ชาไทยสูตรเข้มข้น กลิ่นหอม สีส้มเด่นชัด ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ และเป็นวัตถุดิบหลักของ ‘ชาไทยเย็น’ ที่แพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา
จากนั้นกิจการได้เข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ พร้อมตั้งโรงงานผลิตในชื่อ ‘โรงงานใบชาสยาม’ พร้อมจดทะเบียนเป็น บริษัท ชาไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมเข้าสู่การบริหารแบรนด์ชาตรามือในรุ่นถัดมา ภายใต้บริษัท บริษัท สยาม เอฟ บี โปรดักส์ จำกัด โดยมี ‘ศรีศุภร จาตุรงควนิชย์’ และ ‘พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช’ ร่วมเป็นผู้บริหารในฐานะกรรมการบริษัทฯ
โดยมีผลดำเนินงานเป็นบวก มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ดังนี้
- ปี 2563 รายได้ 386,481,066.30 บาท กำไร 2,991,890.07 บาท คิดเป็น 0.77% ของรายได้
- ปี 2564 รายได้ 370,940,682.11 บาท กำไร 4,945,861.14 บาท คิดเป็น 1.33% ของรายได้
- ปี 2565 รายได้ 387,693,613.71 บาท กำไร 6,810,795.57 บาท คิดเป็น 1.76% ของรายได้
- ปี 2566 รายได้ 371,428,373.79 บาท กำไร 8,422,133.03 บาท คิดเป็น 2.27% ของรายได้
- ปี 2567 รายได้ 470,608,23 บาท กำไร 17,950,614.18 บาท คิดเป็น 3.81% ของรายได้
ถึงปัจจุบัน ‘ชาตรามือ’ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งด้านนวัตกรรม และใบชาสูตรใหม่ อย่าง ชาไทย, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาจีน, ชาพร้อมดื่ม และผงชา 3-in-1 (ทรีอินวัน) รวมทั้งไอศกรีมชาไทย ไปจนถึง ขนมและของฝาก
อย่างไรก็ตาม จากกระแสสุขภาพที่มาแรง ทำให้ชาตรามือยังได้หันไปทำสินค้ารายการใหม่ที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น อย่าง ชาคีโต, ชาลดน้ำตาล, คอมบูฉะ เป็นต้น
ตลาดชาในไทย 2 หมื่นล.
ขณะเดียวกันจากเทรนด์ชาไทยแสนอร่อย ด้วยรสชาติและกลิ่นหอมเย้ายวนที่ไม่เหมือนชาในประเทศไหน ๆ ก็ยิ่งสร้างกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อ ‘Thai Tea’ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา และเป็นแรงหนุนให้ตลาดชาพร้อมดื่มในไทยเติบโตขึ้นตามมา
แนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการเติบโตของ ตลาดเครื่องดื่มชาโดยรวม ประเทศไทยในปี 2567 คาดมีมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2568
จากสถานการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดนี้เพิ่มขึ้น และเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศของชาตรามือ ยังได้ใช้กลยุทธ์ขยายแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในชื่อ ‘CTM’ (ย่อมาจาก Captivating Tea Muse) ขณะเดียวกันก็ยังไปสัมพันธ์กับแบรนด์แม่ ChaTraMue ชาตรามือ อีกด้วย
วางตำแหน่งการตลาดใหม่
สำหรับ ‘CTM’ เป็นการแตกแบรนด์เพื่อเจาะตลาด ‘ชาแนวใหม่’ และกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยมาพร้อมคอนเซปต์ใหม่ที่เน้นความน่าหลงใหลของชา (Captivating Tea Muse)
โดยตั้งเป้าเจาะตลาดเครื่องดื่มแนว ‘ชานม-ชาผลไม้’ ที่มีความสดชื่น แยกความต่างจากภาพลักษณ์ดั้งเดิมของชาตรามือ สีส้มสะท้อนความหวาน มัน อร่อย ของรสชาติ เป็นจุดขาย
เพิ่มความต่าง-ขายพรีเมียม
ต่อการเข้ามาของ ‘CTM’ ยังได้สร้างตัวตนใหม่ เพื่อเข้าไปทดลองในตลาดพรีเมียม-แมส พร้อมใช่โทนสีโลโก ‘เขียวตัดทอง’ มาสะท้อนความแคปติวา ชวนหลงใหลในรสชาติของชาที่สื่อถึงความพรีเมียม สวยงาม และทันสมัย มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 75 ถึง 200 บาท เปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล พาร์ค
ไม่รีแบรนด์แต่ใช้ ‘CTM’ ขยายฐาน
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ ‘ชาตรามือ’ เป็นแบรนด์สุดเก๋าในตลาดมานานร่วม 8 ทศวรรษ แน่นอนว่าย่อมมีแฟนพันธ์แท้เหนียวแน่นทั้งกลุ่มคนไทยและต่างชาติ หากจะใช้วิธีรีแบรนด์หรือปรับสูตรให้เข้ากับเทรนด์อาจยังไม่ใช่คำตอบ
ดังนั้น การใช้กลยุทธ์ต่อยอดด้วยการแตกแบรนด์ใหม่ อย่าง CTM น่าจะเข้ามาตอบผู้บริโภคยุคใหม่ ได้ดีกว่า ที่มาพร้อมกับการปรับภาพลักษณ์ให้ร่วมสมัย รวมถึงขยายไลน์สินค้าใหม่ อย่าง ชาไทยไม่มีสี ชาไทยคอมบูฉะ และไอศกรีมรสชาไทย
ทำให้ ‘CTM’ จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางในการต่อยอดให้แบรนด์ดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่ GenY และ GenZ ได้มากขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต่างออกไป
Alternate-X สรุปให้
“ชาตรามือ” แบรนด์ชาไทยในตำนานกว่า 80 ปี แตกไลน์เปิดตัว “CTM” (Captivating Tea Muse) เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ GenY–GenZ โดยแบรนด์ CTM ใช้คอนเซปต์พรีเมียม-ทันสมัย เน้นชาแนวใหม่ทั้งชานม ชาผลไม้ และคอมบูฉะ พร้อมเลือกใช้โทนสีเขียว-ทอง ของโลโก้ สื่อถึงความสดใหม่และร่วมสมัย ต่างจากภาพจำชาไทยสีส้ม ด้วยกลยุทธ์นี้ จะช่วยให้ชาตรามือรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในไทยและต่างประเทศ ตลาดชาไทยมีมูลค่าแตะ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และ CTM คือก้าวสำคัญสู่สมรภูมิใหม่นี้




